น้ำเปล่า…
June 28, 2007
ขอพูดเรื่องน้ำดิ่มที่ปารีสกันบ้าง
แน่นอนว่ามาปารีส อะไรๆ มันก็แพงกว่าบ้านเกิดเมืองนอนของเราไปซะหมด
วิชา สปช. กพอ. ที่เคยร่ำเรียนมาก บอกว่าให้ดื่มน้ำสะอาดวันละสองลิตร
แล้วเราจะไปหาที่ไหนดีหละเนี่ย …
เท่าที่อยุ่มาหลายวัน ก็พอจะรู้ว่า “แหล่งน้ำ” มีที่ไหนบ้าง
มีค่าใช้จ่ายเท่าไรบ้าง ดังนี้
อ้อๆ จะพูดถึงน้ำเปล่าเท่านั้นนะ
แบบฟรี อันที่ 1 = น้ำก๊อก สดๆจากก๊อก
หาได้ไม่ยากตามข้างถนน และก๊อกน้ำทั่วไป
“น้าประปาดื่มเดี้ยง เอ้ย! ดื่มได้”… หนังสือท่องเที่ยวเค้าว่ามา
อันนี้ ทดลองมาแล้วหนึ่งครั้ง ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลย
ซดน้ำก๊อกที่โรงแรมไป จะลงไปกดน้ำจะตู้ขายก็ไม่มีเหรียญ
อาจจะมีกลิ่นบางๆ(เข้าใจว่าเป็นคลอรีน)แต่ดื่มไม่เยอะ ไม่น่ามีปัญหาไร (ซดไปหนึ่งแก้ว)
แบบฟรี อันที่ 2 = น้ำเหยือกในร้านอาหาร
ถ้าเราไปสั่งอาหารนั่งทานในร้านอาหาร แล้วเราสั่งน้ำเปล่า
แบบ “Just (tap) water, please”
(น้ำเปล่า ที่ไม่ใช่น้ำใส่ขวดในเมนู)
เค้าจะเอาน้ำดื่มใส่เหยือก (ส่วนใหญ่จะเป็นเหยือกแก้วใส) มาให้ … ฟรี ! น้ำแบบนี้จริงๆก็เป็นน้ำก๊อกนั้นเอง บางร้านอาจจะมีผ่านเครื่องกรองมาให้
กลิ่นคลอรีนก็จะหายไป ก็ได้อารมณ์เหมือนน้ำกรองบ้านเรานี่เอง

รูปประกบ : น้ำเปล่าในเหยือกฟรี (ถ่ายจาก canteen แถวที่ทำงาน)
แบบไม่ฟรี = น้ำขวด
เท่าที่เห็น ที่นี้เค้าจะขายน้ำแร่ใส่ขวดกัน
ขนาดที่เห็นบ่อยๆก็คือ 33cl (330 cc), 500cc ..
ราคาวันแรกๆ เห็นแล้วอาจะตกใจ
จะตกใจมากน้อย ก็ขึ้นกับสถานที่ และยี่ห้อ เช่น
| แหล่งน้ำ | ปริมาณ | ราคา(Euro) | ราคา(บาท) | ราคา/ลิตร(บาท) |
| ตู้หยอดเหรียญในสถานนี่รถไฟ | 500cc | 1.5 | 70 | 140 |
| ตู้หยอดเหรียญที่โรงแรม | 330cc | 1.6 | 75 | 210 |
| ร้านขายน้ำแถวหอไอเฟิล และพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ | 500cc | 2 | 90 | 180 |
| ในร้านอาหาร | 500cc | 2 – 4 | 90-180 | 180-360 |
| ร้านโชว์ห่วย (1.5 ลิตร x 6) | 9000cc | 4.9 | 220 | 25 |
แบบ pack 1.5 ลิตร x 6ขวด หาได้ไม่ยาก
คือ จาก supermarket หรือ ร้านขายของเล็กๆ
ล่าสุด ผมซื้อยี่ห้อ evian (ไม่ใช่ไฮโซ แต่วันที่ไปมันเหลือยี่ห้อเดียว
แล้วน้ำใน stock ที่โรงแรมผมหมดแล้ว)
1.5 x 6 ราคาแค่ 4.9 EURO (~ 220 บาท / ลิตรละ 25 บาทเอง !)
อ้อๆ อีกเรื่องหนึ่ง
น้ำที่นี่มีแบบ “อัดแก๊ซ” ด้วย ตอนไปซื้อก็ดูดีๆนะ ว่าใช่แบบที่ต้องการเปล่า
(เดี๋ยวจะพลาดเหมือนผม ผมไม่ชอบแบบอัด gas แต่ดันไปซื้อผิดมา)
ขวดที่ผมซื้อมาเป็นแบบอัดแก๊ซ มีเขียนว่า “GAZEIFIEE”

รูปประกบ : น้ำเปล่าอัดแก๊ซ (ซ้าย)
และน้ำเปล่าที่ซื้อมาแบบ 1.5L x 6 (ขวา)
เขียนไว้… แต่เราอ่านไม่ออก และไม่ได้เอะใจ
ก็สมควรพลาดหละเนอะ
เหม็นฉี่จัง…
June 22, 2007
วันแรกๆที่มา ผมสงสัยมาก
ว่าทำไมหลายๆจุดที่ผมผ่านไปว่าเหม็นฉี่มากๆ…
เช่น ในสถานีรถไฟใต้ิดินบางสถานี และตามฟุตบาทบางที่
(ผมว่ามันเหม็นแบบไม่ต้องสังเกตอะไรมากมาย มันลอยมาสะกิดจมูกเองเลย)
ห้องน้ำสาธารณะที่ทำความสะอาดตัวเองได้ของปารีส (self-sanitizing public toilets)
ที่มีอยู่ 200 กว่าที่ (ข้อมูลต้นปี 2006)
เพิ่งเปิดให้ใช้ฟรีตั้งแต่ วันที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006 นี่เอง

รูปประกบ : ห้องน้ำสาธารณะ ที่ปารีส
ก่อนหน้านั้นจะเก็บค่าบริการ 0.40 Euros หรือประมาณ 20 บาท / ครั้ง
หลังจากวันดังกล่าว รัฐบาลฝรั่งเศสจะเป็นผู้ออกตังให้เอง
โดยจะจ่ายให้ บ. ที่บริหารงาน 0.17 Euros/ครั้ง
“นักท่องเที่ยวมีเงินพอที่จะจ่าย” ่นี่เป็นการทำ “เพื่อทุกคน”
โดยเฉพาะคนไร้ที่อยู่ (homeless) ที่เค้าจะมีโอกาสได้ใ้ช้ห้องน้ำในระหว่างวัน
รัฐบาลเึค้าว่างั้น
อ่านมาถึง ตรงนี้ผมเลยพอเข้าใจหละ เหอๆ
————————————————————————
แถม ข้อมูลอ่านเอามันส์ :
ฝรั่งเศสจัดเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่นักท่้องเที่ยวจากทั่วโลกอยากมาเที่ยว
ในปี 2005 มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่า 75 ล้านคน !
แบบนี้ยอมลงทุนทำบ้านเมืองให้สะอาดขึ้นอีกหน่อย
ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกครับผม !
ที่มาข้อมูล :
http://www.usatoday.com/travel/destinations/2006-01-26-paris-toilets_x.htm
กินอะไรกันที่ Canteen…
June 13, 2007
ปกติทุกๆวันตอนเที่ยงผมจะไปทานข้าวที่ canteen
เป็น canteen กลาง (พูดเหมือนเยอะ คือ มันมี canteen เดียวหนะนะ)
ของออฟฟิศในโซนที่ทำงานอยู่ครับ
ข้างในมีร้านอยู่สี่ร้าน
ร้านหนึ่งๆ จะมีเมนูหลักๆ วันละ 1-2 อย่าง
และ เมนูแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ทำให้ไม่เบื่อนัก
entry เอารูปมาลงให้ดูครับ
ว่าแต่ละวันกินอะไรตอนเที่ียงมั่ง

ที่นี่เค้านิยมกินกันเป็น set ครับ
แต่ละคนก็จะถือถาด ไปเลือก ว่าจะเอาอะไรบ้าง
———————————————————————–
1 มื้อ มักจะมีสามส่วน คือ
จานแรก (starter) มักจะเป็นพวกสลัด
จานหลัก (main) มีหลายแบบ ลองดูกันครับ
ของหวาน และผลไม้ (dessert and fruit) ตบท้ายมื้อ

starter… ![]()
———————————————————————–

main … ![]()
———————————————————————–


dessert and fruit … ![]()
(ทำไมรูป set นี้เยอะจัง… ก็มันน่ากินนี่นา
)
รูปถ่านชุดนี้จากมือถือหมดเลย อาจจะมีไม่ค่อยชัีดบ้างนะครับ
รถยี่ห้ออะไรเยอะสุดในปารีส ?
June 13, 2007
เย็นวันฝนตกวันหนึ่ง ไม่สามารถเดินไปหาอะไรกินไกลๆได้
เราจึงตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านใกล้บ้าน
“ควายย่าง” (Buffalo Grill – เป็น chain restaurant สัญชาติฝรั่งเศส
ขายอาหารจำพวกสเต็ก และพวกอาหารย่าง ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกที)
ระหว่างที่นั่งในร้านดูฝน…
เหมือนโรแมนติก แต่จริงๆคือ รออาหารครับ
เนื่องจากเรามาตอนก่อนหนึ่งทุ่ม ซึ่งเร็วไปนิด เพราะร้านเิปิดจริงๆตอนทุ่มนึง
ไม่มีไรทำ … จะจ้องหน้ากันก็กลัวจะท้อง (แหม … ทำยังกะเป็นปลากัด)
“ปารีสมีรถยี่ห้ออะไรเยอะที่สุด ??”
คำถามนี้ผุดขึ้นมาช่วยให้เราหายเบื่อ
เพราะ เราตกลงตัดสินใจฆ่าเวลาด้วยการลองนั่งนับรถ (นับเฉพาะพวกที่มีสี่ล้อ)
ที่วิ่งผ่านหน้าร้านไป ว่ามียี่ห้อใดบ้าง ยี่ห้อละกี่คัน…

40 นาทีผ่านไป… ได้ความว่า
Renault = 40 คัน
Peugeot = 20 คัน
Citroen = 7 คัน
อื่นๆ (Audi/BMW/Benz/Ford/Nissan/Chevrolet/Opel/Toyoya/Kia) = 20-30 คัน
ตรงนี้ขอขยายอีกนิด … รู้สึกว่ารถญี่ปุ่นน้อยมากๆ เช่น
เราพบ Toyota 2 คัน
และ Nissan เก่าๆ1 คัน
ซึ่งสังเกตมาหลายวันแล้ว ว่าที่นี่รถญี่ปุ่นน้อยจริงๆ
- ที่มา : N&L ณ ควายย่าง
*** แต่ เดี๋ยวก่อน ***
ข้อมูลข้างบนอย่าไปคิดอะไรกับมันมาก
เพราะมันทำให้ผมเข้าใจผิดมาแล้ว
มาดูข้อมูลสถิติที่ถูกต้องจริงๆ กันดีกว่า ….

ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนตัว และ LCVS (มันคือไรหว่า) ในปี 2007
1. PSA Peugeot-Citroen …. 64,675 units = 30.6% (down 0.4%)
2. Renault ………………………. 49,778 units = 23.6% (down 6.3%)
3. Volkswagen ………………… 22,798 units = 10.8% (up 14.2%)
4. Ford ……………………………………………….. = 6.3%
5. DaimlerChrysler …………………………….. = 4.8%
6. Toyota (including Lexus) ……………….. = 4.8%- ที่มา : http://www.automotiveworld.com
!!! อันดับ 1 คือ Peugeot-Citron ต่างหาก !!!
ผมแอบนึกในใจ… สอง (brand) รุมหนึ่งนี่นา …
รถเมล์ผมยังเห็นเป็นยี่ห้อ Renault เลยนะ !
Note : สองอันดับแรก คือ PSA Peugeot-Citroen และ Renault เป็นรถสัญชาติฝรั่งเศสแท้ๆ
ส่วนที่เหลือ… ของนอกจ้า
Bonjour !!
June 3, 2007
การกล่าวคำทักทายเมื่อเจอหน้ากัน ดูจะเป็นเรื่องสามัญสำหรับคนที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้า เจอกันครั้งแรก หรือคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว เจอกันในลิฟต์ เดินสวนกันบนทางเดินริมถนน หรือวิ่งจ๊อกกิ้งสวนกันในปาร์ค ผู้คนยินดีที่จะกล่าวทักทาย
“Bonjour !!”
บงชูร์ มาจากสองคำคือ bon (good) และ jour (day) ที่มีความหมายรวมกันว่า Have A Good Day หรือ แต่ทั่วไปก็ใช้เป็น Hello โดยไม่ต้องตีความก็ยิ้มกลับแล้วทักตอบได้เลยว่า บงชูร์ เช่นกัน

กะเรนอย่างเรา ลอบเข้าปารีครั้งแรก ไม่รู้จะออกเสียงอย่างไร บอนชูร์/บองชูร์/โบนชูร์/โบงชูร์/บงชูร์ เลยทักทายงึมงัมๆ จนคนปารีเซียงทำหน้างง ว่าพูดภาษาจากดาวไหน เปิดโลนลี่แพลนเน็ต ได้ความว่า ตัว n กับ m ต้องทำเสียงนาสิกขึ้นจมูก สันจมูกกะเรนไม่ใหญ่โตเหมือนปารีเซียง เลยลากเสียงขึ้นจมูกไม่ได้สักที
อาศัยพูดบ่อยๆ แล้วฉีกยิ้มกว้าง หลังๆ ปารีเซียงก็เริ่มจะฟังเราออก
“บงชูร์”
BKK-AUH-CDG
June 2, 2007
google map…
เดือนก่อน… ผมนั่งเล่นดูแผนที่หอไอเฟิล นั่งลงตำแหน่งใน google map
วันนี้… ผมมานอนกลิ้งกด keyboard อยู่ใกล้ๆมัน แล้ว..
ครับ… ผมมาักถึงฝรั่งเศสแล้ว…
19. 30 น. ของวันที่ 2 มิถุนายน 2550
สภาพผมตอนนี้เริ่มโทรมนิดๆ เพราะไม่เคยเดินทางนานขนาดนี้มาก่อน
นั้งเครื่องบิน สายการบิน Etihad Airways ออกจากสุวรรณภูมิ
ไปที่ อาบูดาบี (Abu Dhabi) เมืองหลวงของ สาธารณรัซอาหรับเอมิเรต เพื่อรอเปลี่ยนเครื่องมาปารีสอีกที
รวมๆทั้งหมด จาก กทม. มาถึงปารีส ใช้เวลา 13 ชั่วโมง
(ถ้าันั่งการบินไทย บินตรงจาก กทม. ถึงปารีส ใช้วลาประมาณ 12 ชั่วโมง)
ผมเข็นรถเข็นกระเป๋าออกมาจาก ที่สนามบิน CDG (Charles de Gaulle)
ความรู้สึกแรกคือ สนามบินมันไม่ใหญ่มากนะ
เดินแป๊บเดียวก็ออกมาถึงทางออกแล้ว
อารมณ์ประมาณดอนเมืองเลยหละ…
รูปประกบ : สนามบิน CDG จากมุมสูง
[ข้อเท็จจริงอ่านเอาสนุก]
ในปี 2006 สนามบิน CDG มีจำนวนผู้โดยสารมาใช้้บริการ (Passenger traffic)
มากเป็นอันดับสองในยุโีีรป โดยเป็นรองจาก Heathrow ที่ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
และ อันดับสามที่ตามมาติดๆ คือ Frankfurt ของเยอรมันนี)Europe statistic (year 2006)
- Passenger traffic (Unit : man)
1. Heathrow = 67,530,223
2. CDG = 56,808,967
3. Frankfurt = 52,810,683- Plane movements (Unit : plane)
1. CDG = 541,566
2. Frankfurt = 489,406
3. Heathrow = 477,029
รูปและข้อมูลจาก : http://en.wikipedia.org
ได้กระเป๋าเรียบร้อย ผมก็เข็นรถออกมา
มองหาคนถือป้ายชื่อตัวเองที่มารอรับ…
(คนดูแลอีเมลมาบอกว่าจะมีคนขับ taxi มารอรับที่สนามบิน)
ปร๊าด… เฮียมืด สูงล่ำเกือบ สองเมตร
ถือป้ายกระดาษ เหี่ยวพองาม เขียนนามสกุลผมตกบรรทัด
(นามสกุลยาว เขียนบรรทัดเดียวไม่พอ)
เกาะรั้วรออยู่…
เฮียมืดพาเราไปขึ้นรถ Taxi Peuguot …
โอ้ว้าว ครั้งแรกในชีวิตที่ได้ขึ้น Taxi ยี่ห้อนี้
เราขึ้นไปนั่งเรียบร้อยที่เบาะหลังทั้งคู่
(ทำการบ้านมา ว่าเบาะหน้าเป็นที่นั่งสุนัข ถ้าไปนั่งอาจจะโดนหัวเราะได้)
เฮียมืด ขึ้นไปนั่งเบาะคนขับ ปิดประตู แล้วหันมาถามเราว่า
“จะไปไหนกันครับ”
ผมคิดในใจ …
“เวรละ มันไม่รู้ว่าเราจะไปไหน แล้วเราบอกไปมันจะไปเป็นป่าวเนี่ย”
ผมเลยควักใบจองโรงแรม ที่มีที่อยู่มาให้ดู
เฮียมืดแกดูแล้วบอก “โอเค” แล้วหันกลับไปกดระบบนำทาง GPS
ใส่แว่นกันแดด แล้วก็ออกรถ… (ผมเข้าใจเองไปได้ถูกแน่แล้วใช่ปะเฮีย!!!)
ปล. แถมอีกนิด นอกจาก CDG ที่เป็๋นสนามบินนานาชาิติแล้ว
ฝรั่งเศสยังมีสนามบินอีกหลายแห่ง เช่น Orly (ถ้านั่ง Air France มาจะได้ลงสนามบินนี้)
และ สนามบิน low cost อื่นๆ ที่อยุ่ชานเมืองปารีส
