มีใครสักคนกล่าวไว้ว่า ….
“บุหรี่” ในปารีสพบเห็นได้ง่ายๆ พอๆกับ Parisien Landscape และ Baguette
(Baguette = ขนมปังฝรั่งเศส แท่งยาว ถ้านึกไม่ออก ลองคลิก ที่นี่)

….

เวลาเราเดินเข้าร้านอาหาร หรือ cafe สิ่งหนี่งที่เค้าจะถามคือ
“Fumuer ou Non Fumuer”
(สูบบุหรี่ หรือ ไม่สูบบุหรี่)

แต่ผมสังเกตว่า บางร้าน โดนเฉพาะร้านประเภทคาเฟ่ (cafe)
cafe นี้ไม่เหมือนแบบที่ๆบ้านเราเรียก คาเฟ่ บ้านเราเน้อ
เพราะไม่มีตลกให้ดู😛

ร้านแบบ cafe นี้ จะจัดเป็นโต๊ะเล็กๆ จัดไว้หน้าร้านแบบ outdoor
และมักจะให้นั่งหันหน้าออกไปทางถนน หรือสี่แยก
เพื่อ”ดูความเป็นไปในปารีส” หรือ “กินบรรยากาศ”

จริงๆก็คือ ให้เรา ดูคนเดิน รถวิ่ง ไปไป มามา เพลินตา นั้นหละ
ร้านแบบนี้มีให้เห็นเยอะมาก มีแทบจะทุกๆแยกในเมืองที่มีคนผ่านไปมาเลย

Cafe beside the road

รูปประกบ : cafe & brasserie
หมายความว่า ร้านนี้็ขายทั้งกาแฟ และเบียร์
สังเกตว่าโต๊ะจะเล็กๆ อยู่ริมถนน และคนนั่งชิลนอกร้าน

cafe นี้ ถึงแม้เราจะเลือกโซนไม่สูบ…
นั่งไปนั่งมา ก็ยังได้กลิ่นบุหรี่ ไม่มากก็น้อย
เพราะหลายๆร้านไม่ได้มีห้องกระจกอะไรกั้นไว้ กลิ่นมันก็ลอยมาได้
(แต่ก็แหงละ จะนั่งกินลม ชมวิว ซิวบรรยากาศ จะไปนั่งห้องกระจกก็กระไรอยู่)
อันนี้ก็ต้องทำใจไปครับ…

แต่สำหรับในร้านอาหารพวกที่เป็น restaurant หรือ ฺbrasserie(brewery)
โดยเฉพาะร้านที่มีห้องติดแอร์ และมีกระจกกั้นแยกกันค่อนข้างชัดเจน
จะค่อนข้างดีกว่าหน่อย แต่ก็อีกละ บางร้านไม่ได้มีกระจกกั้น
ก็แค่ลดระดับลงได้หน่อยนึง😛

ที่ฝรั่งเศส… กฎหมายว่าด้วยการห้ามสูบบุหรี่ฉบับล่าสุด เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2007
“ห้ามสูบใน ร้านอาหาร บาร์ คลับ โรงแรม และที่ทำงาน
ถ้าจะสูบ ต้องไปสูบในที่ๆจัดไว้ให้
โดยจะเป็นห้อง หรือ โซนที่จัดไว้ให้สูบเท่านั้น
ไม่งั้นโดนปรับ … 65-75 Euros !! (สามพันกว่าบาท)”
(ตัวเลขไม่แน่นอน เพราะหาข้อมูลมาสองที่ไม่ตรงกันหนะ)

เอ่้อ… อ่านแล้วก็
มันจัดโซนให้จริง ถูกกฎหมายแล้วนะ
แต่ไม่ได้กั้น เพราะกฎหมายไม่ได้บอก
เอากะมันสิ !!!

สรุปแล้ว…
มาฝรั่งเศสสิ่งที่จะได้เจอแน่นอนคือ “บุหรี่ และ cafe”
และถ้ามีโชค(ดี?) อาจจะได้เจอพร้อมๆกันเลยทีเดียว !!!

อ่านเอามันส์ 1
กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ ฉบับนี้
70% ของประชาชนฝรั่งเศสเห็นด้วย
และ เฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ 50% ก็ให้การสนับสนุน

อ่านเอามันส์ 2
26.1% ของประชากรวัยทำงานของฝรั่งเศส เป็นพวก “daily smokers”หรือ สูบบุหรี่ทุกวัน
ต่ำกว่า ค่ำเฉลี่ยของประเทศ EU ทั้ง 25 ประเทศ ที่อยู่ที่ 26.5 %

อ่านเอามันส์ 3
ผมลองไปถามเพื่่อนร่วมงานคนนึง
ผม : “ปกติคุณสูบบุหรี่เปล่า”
เค้า : “ปกติไม่สูบนะ”
ผม : “โอ้ หรอ ผมเห็นคนที่นี่สูบกันเยอะเลย”
เค้า : “ผมกลับไปสูบที่บ้าน ตอนเย็นกลับภรรยาหนะ”
ผม : “… ครับ” -*-

ที่มาของข้อมูลประกอบ : http://news.bbc.co.uk/2/hi/europe/6319649.stm

วันที่ไปเที่ยว Notre-Dame
มื้อเที่ยงไปนั่งกิน pizza ที่ cafe ริมถนน
มาที่นี่ต้อง cafe ริมถนนสิ !
ต้องนั่งกินดื่ม พร้อมดูความเป็นไปของผู้ึคน !
(กะทำตัว Parisien อีกแล้วไอนี่)

เข้าเรื่อง…
เจอสาวฝรั่งไปคนหนึ่ง ที่นั่งโต๊ะใกล้ๆ
จู่ๆ แกลุกขึ้น เดินไปหาอีกโต๊ะ
เดาว่าไม่น่าจะรู้จักกันนะ เพราะเห็นโต๊ะนั้นออกอาการเหวอนิดๆ
คือ โต๊ะนั้น มากัน พ่อ แม่ และ ลูกเล็กๆอีกสามคน
กินกันเสร็จแล้ว กำลังนั่งพักกัน
อ้อ เดาว่าน่าจะมาจากอังกฤษ หรือไม่ก็อเมริกา
เพราะพูดภาษาอังกฤษหนะ

สาวเจ้าคุยอะไรสักอย่าง (พยายามแอบฟัง แต่ไม่รู้เรื่อง ฮา)
สักพัก กลับไปโต๊ะตัวเอง … แต่ ไม่ได้กลับมืิอเปล่าดังเช่นขามา
ได้ขนมปังบาร์แกตกลับไปกิน กับเพื่อนๆ !!!
สรุปว่ามาขนมปังหรือนี่ !!!
โอ้ แม่เจ้า ช่างใจกล้าจริงๆ นับถือ !

Baguette Girl
รูปประกบ : สา่วคนที่ว่าเลย บังเอิญมีรูปได้ไงหว่า😛
(เอามาลงแบบนี้ จะโดนจับไหมเนี่ย ฮา)

การเดินทางที่สะดวก รวดเร็วที่สุดในปารีส คือ รถไฟ !!
ไม่ต้องไปเจอรถติด ตรงเวลา ราคาไม่แพง !!

เอ่อ… ลืมตัว นึกว่าเป็น sales ขายตั๋วรถไฟ ฮาๆ
แต่มันจริงนะ ที่พูดมาหนะ😀

Metro Train

รูปประกบ : รถไฟมาแล้ว !

จะัขึ้นรถไฟที่นี่ ควรจะรู้ 3 อย่าง คือ

1. Zone
คือ พื้นที่ใ้ห้บริการ แบ่งเป็น zone 1 – 5
(กรุณานึกภาพ โดนัท)
zone 1 = วงกลมตรงกลางใจเมืองปารีส (รูโดนัท)
zone 2 = วงโดนัทล้อม zone 1 (เนื้อโดนัท)
zone 3 = วงโดนัทล้อม zone 2 (เ่อ่อ ถึงตรงนี้น่าจะนึกออกแล้วนะครับ …)

ถ้านึกไม่ออกจริงๆ ลองดแผนที่ RER แบบเต็มๆ ที่นี่

2. ชนิดรถไฟ
แบบที่วิ่ง “ในเมือง” มี 3 แบบ คือ Metro / RER / Tram
Métro
เท่าที่อยู่ๆมา ถ้าเที่ยวในเมือง ก็จะได้ใช้ มากที่สุด
เพราะ สถานีเยอะ (หาง่าย และนั่งไปได้หลายที่)
อ่านเจอมาว่า เค้าพยายามทำให้ทุกๆตึกในปารีสชั้นใน
อยู่ห่างจาก Metro ไม่เกิน 500 เมตร !
RER
มักจะใช้่ตอนออกไปเที่ยวโซนนอกเมืองหน่อย
เช่น พระราชวังแวร์ซาย .. และอื่นๆ
(มีตัวอย่างเดียว เพราะเคยไปไกลๆที่เดียว :P)
Tramway/Tram
อันนี้เึคยนั่งแค่สองที
ยังงงๆอยู่ ไม่อยากโม้ กลัวผิด ฮาๆ

Metro station Saint-Lazre

รูปประกบ : สถานี Metro Saint-Lazare

3. ตั๋ว
แบบที่ใช้บ่อยๆ คือ Single Trip 1.5 EU

Single Journey Ticket

รูปประกบ : ตั๋วเที่ยวเดียว Single Journey Ticket
จะมีตัว “t” ตัวใหญ่ๆ อยู่บนตั๋ว

ดูซิทำอะไรได้
– Metro ไปได้ zone 1-5
– RER ไปได้แค่ zone 1
– รถบัสสายไหนก็ได้ 1 เที่ยว

  • Note 1 : ตั๋วนี้ นั่ง metro จะต่อเปลี่ยนสายกี่รอบก็ได้
    ตราบใดที่ยังไม่ออกจากระบบ (ยังไม่ออกจาำกประตูทางออกสถานที)
    และยังสามารถต่อไป RER Zone 1 ได้ด้วย
  • Note 2 : Metro ขาออก ไม่มีการตรวจตั๋ว
    แต่ RER จะตรวจ (ที่ gate) เพราะ คิดราคาตาม zone
    (อันนี้ก็โดนมาแล้ว ซื้อตั๋ว single trip
    ดันจะไปออก RER Zone 3 ออกไม่ได้ T T)
  • Note 3 : ตั๋ว Single trip ถ้าซื้อแบบ 10 ใบ จะราคา 11.10 EURO
    (เฉลี่ยใบละ 1.1 EURO) pack 10 นี้ เรียกว่า carnet
    ซื้อมา share กันก็ได้นะ ประหยัดดี😛
    ใช้ได้หลายวัน ไม่แน่ใจว่ามีวันหมดอายุหรืิอเปล่า
    แต่เคยเก็บไวใ้ช้้ข้ามอาทิตย์หละ
  • Note 4 : แผนที่ Metro/RER/Bus
    ขอได้ฟรีที่ counter ขายตั๋ว และโรงแรม
    หรือจะศึกษาไว้ก่อนก็ ที่นี่

เกร็ดความรู้ อ่านเอามันส์
– สถานีรถไฟใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่ปารีสนี่หละ
ชื่อสถานี Chatelet-Les Halle
– Metro มีผู้โดยสาร 4.5 ล้านคน ต่อวัน (1.365 พันล้านคน ต่อปี)
มี 14 สาย คือ สาย 1 – 14
ทั้งหมดมี 297 สถานี, 62 สถานีเป็นสถานีเชื่อมต่อ
– RER มี 5 สาย คือ A – E
– TRAM มี 4 สาย คือ T1- T4
– ที่สถานีรถไฟที่นี่จะมีบอกว่าขบวนต่อไปจะมาภายในกี่นาที
และ ยังบอกไปถึงขบวนที่สองด้วย (ชอบแฮะ)

เรื่องหนึ่งที่ผมแปลกใจมากเมื่อวันที่มาใหม่ๆ
“คนที่นี่สั่งขี้มูกเสียงดังมาก” และดูเหมือนจะไม่ถือว่า ไม่สุภาพ
เช่น เพื่อนรว่มงาน(ชาย)ผม โต๊ะตรงข้าม สั่งขึ้มุกดัง
“ปรืดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”
ได้ยินทั้งห้อง (ห้องสี่คน)
ตอนแรกผมงงมาก อะไรจะขนาดนั้น

พอมาอักวัน ตอนกำลังกินข้าวกันอยู่ เพื่อนร่วมงานหญิงที่นั่งติดกัน
“ปรืดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

และวันนี้ ที่ร้านอาหารตอนเย็น โต๊ะข้างหลัง
“ปรืดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

อื่ม ที่นึ่คงไม่ถือกระมัง – -‘

ParisGuideBook
รูปประกบ : ครั้งแรกที่ได้ไปนั่งกินข้่่าว cafe ริมถนน
(ทำตัว Parisien เต็มที่ ฮา)

วันแรกที่มาที่นี่ เป็นวันเสาร์ ตอนมืดๆ ถึงโรงแรมก็นอนเลย (เหนื่อย)
เช้าวันอาทิตย์ จะออกไปเที่ยวในเมือง
ระหว่างทางจะไปขึ้นรถไฟ (metro/RER) ก็เดินๆไปเรื่อยๆ
(เดินเกือบสองชั่วโมง เพราะ ไม่ค่อยรู้จักทาง และไม่รู้ว่านั่ง bus ยังไง
ตอนหลัง มารู้ว่า จริงๆแล้วมีรถ bus ตั้งสามสาย ที่จะพาไปขึ้นรถไฟได้
พอเล่าให้เพื่อนที่ทำงานฟัง เค้าถามกลับมาว่า “Are you crazy ?” ฮ่าๆ)

เดินไปสักพัก เริ่มรู้สึกว่า….
ทำไมไมค่อยจะมีคน…
เมืองมันเงียบๆ…
ร้านอาหารไม่เห็นมี (เริ่มหิว)

ก็พอมีข้อมูลมาบ้าง ว่าที่นี่ หลายๆอย่างปิดวันอาทิตย์
ลองไป La Defense (เป็นย่านธุรกิจที่ใหญ่มาก) มา…เวร
ปิดกันแทบทุกร้าน !!
เหลือ McDonald ที่เิปิด

Ohhhhhh God !! ไม่มีไรกิน
วันอาทิตย์ที่นี่มันช่างโหดร้ายจริงๆ !!

ฟังแล้วอาจจะดู over นะครับ
พอดีว่าอยู่แถวๆชานๆ Paris หน่อย เลยหาอะไรกินยาก
ถ้าไปในเมืองจะหาไม่ยากเท่านี้หรอก แหะๆ

อ้อๆ อีกเรื่องคือ ร้านอาหารที่นี่ วันเวลาทำการจะไม่ค่อยมีรูปแบบที่แน่นอนนะครับ
เช่น ร้านนึงที่เจอ จะขายตอนเที่ยงทุกวัน
แต่ตอนเย็นจะมีเฉพาะวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิึตย์
ดังนั้น ไปแต่ละร้าน ก็ลองสังเกตดูป้ายก็ดีื
เืผื่อคราวหน้าอยากมาใช้บริการอีก จะได้ไม่ไปเก้อ
(เอาประสบการณ์ตรงมาเล่าอีกแล้ว T T)

ClosedRestaurant

ขอพูดเรื่องน้ำดิ่มที่ปารีสกันบ้าง

แน่นอนว่ามาปารีส อะไรๆ มันก็แพงกว่าบ้านเกิดเมืองนอนของเราไปซะหมด
วิชา สปช. กพอ. ที่เคยร่ำเรียนมาก บอกว่าให้ดื่มน้ำสะอาดวันละสองลิตร
แล้วเราจะไปหาที่ไหนดีหละเนี่ย …

เท่าที่อยุ่มาหลายวัน ก็พอจะรู้ว่า “แหล่งน้ำ” มีที่ไหนบ้าง
มีค่าใช้จ่ายเท่าไรบ้าง ดังนี้
อ้อๆ จะพูดถึงน้ำเปล่าเท่านั้นนะ😀

แบบฟรี อันที่ 1 = น้ำก๊อก สดๆจากก๊อก
หาได้ไม่ยากตามข้างถนน และก๊อกน้ำทั่วไป
“น้าประปาดื่มเดี้ยง เอ้ย! ดื่มได้”… หนังสือท่องเที่ยวเค้าว่ามา
อันนี้ ทดลองมาแล้วหนึ่งครั้ง ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลย
ซดน้ำก๊อกที่โรงแรมไป จะลงไปกดน้ำจะตู้ขายก็ไม่มีเหรียญ
อาจจะมีกลิ่นบางๆ(เข้าใจว่าเป็นคลอรีน)แต่ดื่มไม่เยอะ ไม่น่ามีปัญหาไร (ซดไปหนึ่งแก้ว)

แบบฟรี อันที่ 2 = น้ำเหยือกในร้านอาหาร
ถ้าเราไปสั่งอาหารนั่งทานในร้านอาหาร แล้วเราสั่งน้ำเปล่า
แบบ “Just (tap) water, please”
(น้ำเปล่า ที่ไม่ใช่น้ำใส่ขวดในเมนู)
เค้าจะเอาน้ำดื่มใส่เหยือก (ส่วนใหญ่จะเป็นเหยือกแก้วใส) มาให้ … ฟรี ! น้ำแบบนี้จริงๆก็เป็นน้ำก๊อกนั้นเอง บางร้านอาจจะมีผ่านเครื่องกรองมาให้
กลิ่นคลอรีนก็จะหายไป ก็ได้อารมณ์เหมือนน้ำกรองบ้านเรานี่เอง

dsc00349.jpg

รูปประกบ : น้ำเปล่าในเหยือกฟรี (ถ่ายจาก canteen แถวที่ทำงาน)


แบบไม่ฟรี = น้ำขวด

เท่าที่เห็น ที่นี้เค้าจะขายน้ำแร่ใส่ขวดกัน
ขนาดที่เห็นบ่อยๆก็คือ 33cl (330 cc), 500cc ..
ราคาวันแรกๆ เห็นแล้วอาจะตกใจ
จะตกใจมากน้อย ก็ขึ้นกับสถานที่ และยี่ห้อ เช่น

แหล่งน้ำ ปริมาณ ราคา(Euro) ราคา(บาท) ราคา/ลิตร(บาท)
ตู้หยอดเหรียญในสถานนี่รถไฟ 500cc 1.5 70 140
ตู้หยอดเหรียญที่โรงแรม 330cc 1.6 75 210
ร้านขายน้ำแถวหอไอเฟิล และพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ 500cc 2 90 180
ในร้านอาหาร 500cc 2 – 4 90-180 180-360
ร้านโชว์ห่วย (1.5 ลิตร x 6) 9000cc 4.9 220 25

แบบ pack 1.5 ลิตร x 6ขวด หาได้ไม่ยาก
คือ จาก supermarket หรือ ร้านขายของเล็กๆ
ล่าสุด ผมซื้อยี่ห้อ evian (ไม่ใช่ไฮโซ แต่วันที่ไปมันเหลือยี่ห้อเดียว
แล้วน้ำใน stock ที่โรงแรมผมหมดแล้ว)
1.5 x 6 ราคาแค่ 4.9 EURO (~ 220 บาท / ลิตรละ 25 บาทเอง !)

อ้อๆ อีกเรื่องหนึ่ง
น้ำที่นี่มีแบบ “อัดแก๊ซ” ด้วย ตอนไปซื้อก็ดูดีๆนะ ว่าใช่แบบที่ต้องการเปล่า
(เดี๋ยวจะพลาดเหมือนผม ผมไม่ชอบแบบอัด gas แต่ดันไปซื้อผิดมา)

ขวดที่ผมซื้อมาเป็นแบบอัดแก๊ซ มีเขียนว่า “GAZEIFIEE”

Gazi

รูปประกบ : น้ำเปล่าอัดแก๊ซ (ซ้าย)

และน้ำเปล่าที่ซื้อมาแบบ 1.5L x 6 (ขวา)

เขียนไว้… แต่เราอ่านไม่ออก และไม่ได้เอะใจ
ก็สมควรพลาดหละเนอะ😛

วันแรกๆที่มา ผมสงสัยมาก
ว่าทำไมหลายๆจุดที่ผมผ่านไปว่าเหม็นฉี่มากๆ…
เช่น ในสถานีรถไฟใต้ิดินบางสถานี และตามฟุตบาทบางที่
(ผมว่ามันเหม็นแบบไม่ต้องสังเกตอะไรมากมาย มันลอยมาสะกิดจมูกเองเลย)

ห้องน้ำสาธารณะที่ทำความสะอาดตัวเองได้ของปารีส (self-sanitizing public toilets)
ที่มีอยู่ 200 กว่าที่ (ข้อมูลต้นปี 2006)
เพิ่งเปิดให้ใช้ฟรีตั้งแต่ วันที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006 นี่เอง

Paris Public Toilet

รูปประกบ : ห้องน้ำสาธารณะ ที่ปารีส

ก่อนหน้านั้นจะเก็บค่าบริการ 0.40 Euros หรือประมาณ 20 บาท / ครั้ง
หลังจากวันดังกล่าว รัฐบาลฝรั่งเศสจะเป็นผู้ออกตังให้เอง
โดยจะจ่ายให้ บ. ที่บริหารงาน 0.17 Euros/ครั้ง

“นักท่องเที่ยวมีเงินพอที่จะจ่าย” ่นี่เป็นการทำ “เพื่อทุกคน”
โดยเฉพาะคนไร้ที่อยู่ (homeless) ที่เค้าจะมีโอกาสได้ใ้ช้ห้องน้ำในระหว่างวัน
รัฐบาลเึค้าว่างั้น

อ่านมาถึง ตรงนี้ผมเลยพอเข้าใจหละ เหอๆ

————————————————————————

แถม ข้อมูลอ่านเอามันส์ :
ฝรั่งเศสจัดเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่นักท่้องเที่ยวจากทั่วโลกอยากมาเที่ยว
ในปี 2005 มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่า 75 ล้านคน !
แบบนี้ยอมลงทุนทำบ้านเมืองให้สะอาดขึ้นอีกหน่อย
ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกครับผม !

ที่มาข้อมูล :
http://www.usatoday.com/travel/destinations/2006-01-26-paris-toilets_x.htm

ปกติทุกๆวันตอนเที่ยงผมจะไปทานข้าวที่ canteen
เป็น canteen กลาง (พูดเหมือนเยอะ คือ มันมี canteen เดียวหนะนะ)
ของออฟฟิศในโซนที่ทำงานอยู่ครับ

ข้างในมีร้านอยู่สี่ร้าน
ร้านหนึ่งๆ จะมีเมนูหลักๆ วันละ 1-2 อย่าง
และ เมนูแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ทำให้ไม่เบื่อนัก😀

entry เอารูปมาลงให้ดูครับ
ว่าแต่ละวันกินอะไรตอนเที่ียงมั่ง

LunchPlate

ที่นี่เค้านิยมกินกันเป็น set ครับ
แต่ละคนก็จะถือถาด ไปเลือก ว่าจะเอาอะไรบ้าง
———————————————————————–

1 มื้อ มักจะมีสามส่วน คือ
จานแรก (starter) มักจะเป็นพวกสลัด
จานหลัก (main) มีหลายแบบ ลองดูกันครับ
ของหวาน และผลไม้ (dessert and fruit) ตบท้ายมื้อ

Salad
starter…🙂
———————————————————————–

main_dishs

main …🙂
———————————————————————–

dessert1s

dessert2s

dessert and fruit …😛
(ทำไมรูป set นี้เยอะจัง… ก็มันน่ากินนี่นา :D)

 

รูปถ่านชุดนี้จากมือถือหมดเลย อาจจะมีไม่ค่อยชัีดบ้างนะครับ😛

เย็นวันฝนตกวันหนึ่ง ไม่สามารถเดินไปหาอะไรกินไกลๆได้
เราจึงตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านใกล้บ้าน

“ควายย่าง” (Buffalo Grill – เป็น chain restaurant สัญชาติฝรั่งเศส
ขายอาหารจำพวกสเต็ก และพวกอาหารย่าง ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกที)

ระหว่างที่นั่งในร้านดูฝน…
เหมือนโรแมนติก แต่จริงๆคือ รออาหารครับ
เนื่องจากเรามาตอนก่อนหนึ่งทุ่ม ซึ่งเร็วไปนิด เพราะร้านเิปิดจริงๆตอนทุ่มนึง

ไม่มีไรทำ … จะจ้องหน้ากันก็กลัวจะท้อง (แหม … ทำยังกะเป็นปลากัด)

“ปารีสมีรถยี่ห้ออะไรเยอะที่สุด ??”

คำถามนี้ผุดขึ้นมาช่วยให้เราหายเบื่อ
เพราะ เราตกลงตัดสินใจฆ่าเวลาด้วยการลองนั่งนับรถ (นับเฉพาะพวกที่มีสี่ล้อ)
ที่วิ่งผ่านหน้าร้านไป ว่ามียี่ห้อใดบ้าง ยี่ห้อละกี่คัน…

Citroen

 

40 นาทีผ่านไป… ได้ความว่า
Renault = 40 คัน
Peugeot = 20 คัน
Citroen = 7 คัน
อื่นๆ (Audi/BMW/Benz/Ford/Nissan/Chevrolet/Opel/Toyoya/Kia) = 20-30 คัน

ตรงนี้ขอขยายอีกนิด … รู้สึกว่ารถญี่ปุ่นน้อยมากๆ เช่น
เราพบ Toyota 2 คัน
และ Nissan เก่าๆ1 คัน
ซึ่งสังเกตมาหลายวันแล้ว ว่าที่นี่รถญี่ปุ่นน้อยจริงๆ

– ที่มา : N&L ณ ควายย่าง

*** แต่ เดี๋ยวก่อน ***

ข้อมูลข้างบนอย่าไปคิดอะไรกับมันมาก
เพราะมันทำให้ผมเข้าใจผิดมาแล้ว
มาดูข้อมูลสถิติที่ถูกต้องจริงๆ กันดีกว่า ….

Market Share of Cars in France

 

ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนตัว และ LCVS (มันคือไรหว่า) ในปี 2007
1. PSA Peugeot-Citroen …. 64,675 units = 30.6% (down 0.4%)
2. Renault ………………………. 49,778 units = 23.6% (down 6.3%)
3. Volkswagen ………………… 22,798 units = 10.8% (up 14.2%)
4. Ford ……………………………………………….. = 6.3%
5. DaimlerChrysler …………………………….. = 4.8%
6. Toyota (including Lexus) ……………….. = 4.8%- ที่มา : http://www.automotiveworld.com


!!! อันดับ 1 คือ Peugeot-Citron ต่างหาก !!!
ผมแอบนึกในใจ… สอง (brand) รุมหนึ่งนี่นา …
รถเมล์ผมยังเห็นเป็นยี่ห้อ Renault เลยนะ !

Note : สองอันดับแรก คือ PSA Peugeot-Citroen และ Renault เป็นรถสัญชาติฝรั่งเศสแท้ๆ
ส่วนที่เหลือ… ของนอกจ้า😀

Bonjour !!

June 3, 2007

การกล่าวคำทักทายเมื่อเจอหน้ากัน ดูจะเป็นเรื่องสามัญสำหรับคนที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้า เจอกันครั้งแรก หรือคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว เจอกันในลิฟต์ เดินสวนกันบนทางเดินริมถนน หรือวิ่งจ๊อกกิ้งสวนกันในปาร์ค ผู้คนยินดีที่จะกล่าวทักทาย

“Bonjour !!”

บงชูร์ มาจากสองคำคือ bon (good) และ jour (day) ที่มีความหมายรวมกันว่า Have A Good Day หรือ แต่ทั่วไปก็ใช้เป็น Hello โดยไม่ต้องตีความก็ยิ้มกลับแล้วทักตอบได้เลยว่า บงชูร์ เช่นกัน

Paris!

กะเรนอย่างเรา ลอบเข้าปารีครั้งแรก ไม่รู้จะออกเสียงอย่างไร บอนชูร์/บองชูร์/โบนชูร์/โบงชูร์/บงชูร์ เลยทักทายงึมงัมๆ จนคนปารีเซียงทำหน้างง ว่าพูดภาษาจากดาวไหน เปิดโลนลี่แพลนเน็ต ได้ความว่า ตัว n กับ m ต้องทำเสียงนาสิกขึ้นจมูก สันจมูกกะเรนไม่ใหญ่โตเหมือนปารีเซียง เลยลากเสียงขึ้นจมูกไม่ได้สักที

อาศัยพูดบ่อยๆ แล้วฉีกยิ้มกว้าง หลังๆ ปารีเซียงก็เริ่มจะฟังเราออก

“บงชูร์”